Text Size
Thursday, December 13, 2018
Top Tab Content
009greatbun03

                        บุญอันยิ่งใหญ่ ความเสี่ยงอันใหญ่ยิ่ง ภาค ๓ (ภาคจบ) 

ตอนเราควรทำอย่างไรเมื่อได้รับโอกาสที่ยิ่งใหญ่นี้

            ก่อนอื่นนั้น ขอทบทวนเรื่องจากภาค ๑ และภาค ๒ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันของท่านผู้อ่าน
            จากภาค ๑   มีเนื้อหาที่บอกให้ทุกคนรับรู้ถึงบุญมหาศาลที่ตนเองได้รับตอนนี้

            ส่วนบทความในภาค ๒ กล่าวว่า ถึงแม้เป็นบุญมหาศาลที่เราได้รับก็จริง  แต่ก็ให้ตระหนัก  และอย่าประมาทในการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในศาสนาทุกเรื่อง
 
            ในที่สุดเหตุการณ์ก็ได้ดำเนินมาถึงภาค ๓ ซึ่งเป็นภาคจบ  โดยที่ภาคนี้จะเป็นส่วนที่เสนอแนะว่าเราควรจะทำอย่างไรดีกับโอกาสที่เราได้รับในขณะนี้ ยิ่งปล่อยเวลาล่วงเลยไปเวลาชีวิตก็สั้นลงเรื่อยๆ

            ในความคิดของผู้เขียน พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาสากล เป็นของทุกคนก็จริง แต่ผู้ที่จะรุ่งเรืองสามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์ให้กับตนเองและผู้อื่น ได้รับประโยชน์สูงสุดนั้นจะต้องเป็นผู้มีปัญญา โดยผ่านการพิจารณาส่วนต่างๆของศาสนาอย่างแยบคาย ละเอียด ครบถ้วน

            ในเริ่มต้นนั้นจึงอยากขอให้ทุกท่านอ่านบทความต่อไปนี้ ด้วยใจที่เป็นกลาง วางเรื่องที่เคยรับรู้มาไว้ก่อน และตั้งใจอ่านบทความต่อไปนี้ให้ดีๆ

ปัญญาถือว่าเป็นองค์ธรรมที่สำคัญ
            เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เราตัดสินใจว่าจะเดินไปทางไหน แม้แต่ในขณะที่เดินทางผิดแล้ว สิ่งที่ทำให้เรากลับตัวไปเดินทางถูกได้นั้นก็คือ ปัญญาในการมองออก  สำหรับสัตว์ที่มีปัญญาทรามแล้ว แทบจะเรียกว่าหมดหวังในการรู้แจ้ง รู้จริงของพระสัทธรรมเลยก็ว่าได้ ทุกกระบวนการของการประพฤติปฏิบัติของพุทธศาสนานั้น ปัญญาเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น ตัวอย่างเช่น การเริ่มต้นของการเลือกคบ คนผู้นั้นเป็นมิตรแท้ หรือบัณฑิตหรือเปล่านั้น การที่จะมองออกนั้นจำเป็นต้องใช้ปัญญาทั้งสิ้น ถึงแม้ท่านผู้อ่านเจอมิตรแท้ที่หวังดีจริงๆ ท่านผู้อ่านจะตัดสินใจได้อย่างไรว่า มิตรแท้นั้นนำสิ่งดีที่แท้จริงมาให้กับตนถ้าไม่มีปัญญาเป็นเครื่องชี้นำ

(อย่างไรก็ตามผู้เขียนขอเตือนสิ่งสำคัญสักนิดก่อนที่จะไปเนื้อหาถัดไปว่าเรื่องบางเรื่องที่มีลักษณะคล้ายปัญญาแต่ไม่ใช่ปัญญา ก็เป็นอันตรายอย่างมากที่จะต้องตรวจสอบตัวเองให้ดี เช่นการหลงตัวอยู่ มีทิฐิอยู่ เข้าใจไปเองว่าต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ซึ่งส่วนที่กล่าวนี้ไม่ใช่ลักษณะของปัญญา การที่จะมองเรื่องนี้ออกก็ต้องใช้ปัญญาอีกเช่นเดียวกัน)

            เมื่อถึงระดับหนึ่งแล้ว จิตใจดีอย่างเดียวไม่มีประโยชน์ บางทีอาจจะส่งผลร้ายด้วยซ้ำไป มันต้องมีปัญญาเป็นองค์ประกอบควบคู่ไปด้วย ท่านผู้อ่านสังเกตหรือไม่ว่า บทความส่วนมากที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ไม่ค่อยได้เอ่ยถึงเรื่องปัญญาเท่าไหร่ ทั้งๆที่เป็นเรื่องสำคัญมาก ส่วนมากจะเป็นบทความเน้นในเรื่องทำจิตใจให้ดีเสียส่วนมาก ที่เป็นอย่างนี้เพราะเหตุใด แสดงว่าคนที่เป็นผู้สอนในปัจจุบันนี้ ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องปัญญาเท่าไหร่ ใช่หรือไม่  เมื่อผู้สอนมองข้ามเรื่องนี้ จึงไม่ค่อยมีบทความเกี่ยวกับเรื่องปัญญาเท่าไหร่ และถ้าหากผู้สอนคนอื่นที่จะต้องเป็นผู้นำในการชักนำผู้อื่นไปสู่ทางสว่างกลับมองข้ามในจุดนี้แล้ว ผู้คนในสังคมจะทำอย่างไร ดังนั้นสิ่งที่สะท้อนออกมาในสังคมปัจจุบันนี้อาจจะเป็นคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้ว

            อีกทั้งบางทีระบบการสอนก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก ลักษณะการสอนของอาจารย์หลายท่านอาจจะเป็นการสอนในลักษณะที่ผิด ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดการปิดกั้นทางปัญญาอย่างร้ายกาจ เช่น การสอนให้จำ เอาบาปกรรมเป็นประเด็นหลักในลักษณะที่ทำให้กลัว ไม่ได้สอนให้วิเคราะห์ ไม่ได้สอนในเชิงสร้างสรรค์ ไม่ได้สอนเป็นไปในทางเกื้อหนุนให้เกิดปัญญา เมื่อทั้งสองส่วนมาประชุมพร้อมกัน ทั้งส่วนของการไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่องปัญญาและส่วนของระบบการสอนที่ผิด การประพฤติปฏิบัติตัวของคนในสังคมก็จะสะท้อนออกมาในเชิงขาดปัญญา ไร้ทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน

            ลักษณะของคนในสังคมปัจจุบัน ส่วนมากนั้นจะเป็นในลักษณะที่เชื่อ หรือทำต่อๆ กันมาใช่หรือไม่ บางคนก็ก้มหน้าก้มตาทำอย่างตะบี้ตะบันทำกันเข้าไป เช่น สร้างพระพุทธรูปก็สร้างกันเข้าไป ถวายกันมากมาย วัดบางแห่งถึงกับแทบจะล้นวัด ทุกส่วนที่มีช่อง ทุกส่วนที่เป็นแท่น ก็จะมีพระพุทธรูปตั้งอยู่เต็มไปหมด ทำขึ้นมาแล้วก็ไม่ได้มองถึงประโยชน์ ไม่สนใจว่าสามารถดูแลได้อย่างทั่วถึงหรือไม่ ลองคิดดูสักนิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์ไหม ถ้าสิ่งที่ทำอยู่นี้เป็นสิ่งผิด และถ้ายิ่งขยันมากเท่าไหร่ วิบากกรรมก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัวหรือไม่

            มีอยู่หลายแห่งที่ดำเนินการสร้าง พระพุทธรูป หรือ พระสงฆ์ โดยสร้างให้องค์ใหญ่ที่สุดในโลก โดยไม่ได้ศึกษาในคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าท่านกล่าวว่าอย่างไร การสร้างสิ่งนี้เป็นการสร้างวัตถุ ที่ไปขัดกับหลักคำสอนหรือไม่ ท่านผู้อ่านเคยสงสัยหรือไม่ว่าการทำอย่างนี้เป็นการทำที่ถูกต้องหรือไม่ พระพุทธเจ้าพระองค์ได้สอนอย่างนี้หรือไม่

            ท่านผู้อ่านเคยสงสัยหรือไม่ว่าสิ่งต่างๆที่ทำกันอยู่นี้ เป็นไปในประโยชน์ เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของพุทธธรรมที่แท้จริงหรือไม่

            ถ้าท่านผู้อ่าน ไม่ได้ศึกษาพระธรรมและวินัย ท่านรู้ได้อย่างไรว่าบุญที่ท่านทำนั้นถูกต้อง เช่น สมมติทุกท่านจะนำผ้าไตรจีวรมาถวายพระ ท่านรู้ได้อย่างไรว่าจีวรนั้นตัดได้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยหรือไม่  ผู้หญิงเมื่อเจอพระภิกษุควรทำตัวอย่างไรไม่ให้ท่านอาบัติ ถ้าท่านจะสร้างกุฏิถวาย ท่านรู้ได้อย่างไรแบบที่ท่านสร้างผิดหลักพระธรรมวินัยหรือไม่ หรือแม้กระทั่งเรื่องของจิตว่าทำบุญลักษณะนี้ จิตของผู้กระทำประกอบด้วยโลภะ หรือ ศรัทธา หรือการที่เราทำบุญนี้ ประกอบไปด้วยปัญญา หรือ โมหะ
            ดังนั้น กระบวนการที่ทำให้เกิดปัญญาจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก  ปัญญานั้นสามารถเกิดขึ้นได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นคอยสังเกต ไต่ถามผู้รู้ แต่ต้องมีองค์ประกอบอื่นที่สำคัญร่วมด้วยเช่นเดียวกันคือ สติ มิฉะนั้นสิ่งที่ออกมาก็จะไม่บริสุทธิ์ ไม่เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของพุทธธรรม และไม่ใช่ปัญญา

            ถึงแม้บางคนได้อ่านหรือศึกษาแล้วก็ตาม แต่ถ้าทำอย่างขาดปัญญา ก็ไม่ได้อ่านอย่างครบรอบ ขาดการมองอย่างครบถ้วน ก็จะยกเหตุการณ์ในคัมภีร์มาว่าทำอย่างนั้นแล้วได้อย่างนี้ แล้วสร้างทฤษฎีเพื่อมาสนับสนุนความคิดของตน โดยไม่พิจารณาปัจจัยแวดล้อมให้ครบถ้วน ว่าตอนนั้นมีปัจจัยอะไรบ้าง ก็จะทำให้เข้าใจผิดและคลาดเคลื่อนจากจุดมุ่งหมายเดิมได้

            ดังนั้นอับดับแรก เราควรจะสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองไว้ก่อน โดยการศึกษาพระธรรมคำสอนด้วยปัญญา สร้างกระบวนการให้เกิดปัญญาขึ้นมาให้ได้  เช่น อ่านในหนังสือพระไตรปิฎก ถ้าเห็นว่าเนื้อหาเยอะมากก็ค่อยๆ อ่านไปเพื่อทำให้เกิดปัญญา หรือพยายามหาความรู้โดย คุยกับผู้รู้ ผู้ที่มีความเข้าใจ นำข้อมูลมาจากหลายทาง คอยสังเกตสิ่งต่างๆ แล้วมาวิเคราะห์อย่างแยบคาย เพิ่มพูนปัญญาเรื่อยๆ

            (อย่างไรก็ตาม ในส่วนของบทความนั้น ผู้เขียนจะพยายามหาบทความดีๆ มาให้กับทุกๆท่านในฐานะกัลยาณมิตร ในโอกาสต่อไปเรื่อยๆ)

            บางทีการรีบเร่งไป ขณะที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องนั้น ยิ่งรีบยิ่งผิด กว่าจะรู้ว่าไปผิดทางก็เดินมาไกลเสียแล้ว กลับตัวลำบาก ความเร็วจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อทิศทางถูก จะเป็นโทษอย่างมากเมื่อทิศทางผิด ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือหาทางเดินให้ถูกต้องก่อนเป็นอันดับแรก

            อันดับถัดไป เมื่อทุกท่านมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยแล้ว ก็ได้เวลาที่จะเริ่มทำหน้าที่ของพุทธบริษัท ๔ ให้สมบูรณ์ (อ่านได้ที่บทความหน้าที่พุทธบริษัท ๔) อาจจะเริ่มต้นด้วยการพัฒนาจิตตามหลักธรรมคำสั่งสอน ทำสิ่งต่างๆให้ถูกต้องตามองค์ธรรมต่างๆ เพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน เมื่อเห็นสิ่งไม่ถูกต้องก็เข้าไปเตือน เมื่อเตือนไม่ได้ ก็ไม่ต้องเข้าไปร่วมสนับสนุนในการกระทำนั้น กระทำสิ่งที่ถูกต้องตามหลักธรรม และเอาทรัพยากรไปสนับสนุนผู้ที่ทำถูกต้อง

            เมื่อเราทำสิ่งต่างๆได้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยแล้ว ยังเป็นตัวอย่างที่ดีให้ผู้อื่นเห็นได้ด้วย เช่น ทานทำอย่างไร ให้ถูกตามพระธรรมคำสั่งสอน ศีล ภาวนา ต้องปฏิบัติอย่างไร

            เมื่อเห็นเส้นทางที่ถูกต้องตามพระสัทธรรม ก็คือเริ่มต้นได้ถูกต้อง และได้เริ่มทำสิ่งที่ดีแล้ว สิ่งต่อไปก็คือเริ่มทำสิ่งต่างๆอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งทำให้ดียิ่งๆขึ้นไป ดังที่ได้กล่าวไว้ในเนื้อหาภาค ๑ ว่าเราตอนนี้อยู่ในโอกาสอันยิ่งใหญ่หาไม่ได้อีกแล้ว ฉะนั้นเราต้องประพฤติปฏิบัติธรรมตามพระธรรมคำสั่งสอน ด้วยความไม่ประมาท ยิ่งๆขึ้นไป

            ในที่สุดเรื่องก็ได้ดำเนินมาถึงตอนจบจนได้ ท้ายที่สุดนี้ผู้เขียนขออนุโมทนากับทุกท่านที่ได้มีความเพียร อ่านจบมาถึงภาค ๓  ซึ่งเป็นภาคจบของบทความนี้ ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย ช่วยให้ทุกท่านได้มีการเริ่มต้นในทางที่ถูกต้อง ได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน อย่างบริบูรณ์ สมกับที่ได้เกิดในช่วงเวลาที่หาได้ยากยิ่งดังในตอนนี้ด้วยเทอญ
* * *    จบบริบูรณ์    * * *



มีผู้อ่านจำนวน : 1328 ครั้ง


บทความที่เกี่ยวข้อง

            บุญอันยิ่งใหญ่ ความเสี่ยงอันใหญ่ยิ่ง ภาค ๑
            บุญอันยิ่งใหญ่ ความเสี่ยงอันใหญ่ยิ่ง ภาค ๒
            บุญอันยิ่งใหญ่ ความเสี่ยงอันใหญ่ยิ่ง ภาค ๓
backbutton
gototop
back2home_style3 go2contentstore_style03
Bottom Tab Content

Who's Online

We have 11 guests and no members online